เทศน์พระ

บ่งหนาม

๕ ก.ย. ๒๕๕๖

 

บ่งหนาม
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมเนาะ ฟังธรรมเพื่อจะเตือนสติเรา ดูกาลเวลามันหมุนเวียนไป เห็นไหม วันคืนล่วงไปๆ สิ่งที่วันคืนล่วงไปๆ เราเรียกสิ่งนี้กลับคืนมาไม่ได้ สายน้ำเมื่อไหลไปแล้วเรียกกลับคืนมาไม่ได้ เรียกกลับคืนมาไม่ได้ เห็นไหม

สิ่งที่เรามีสติมีปัญญา ถ้ามีสติปัญญานี่เวลาเราดูหัวใจของเรา ถ้าหัวใจของเรา เห็นไหม ถ้าเราตั้งใจ เรามีศรัทธาความเชื่อมันมีทางไป มันมุ่งหวัง มีเป้าหมาย ถ้าจิตมีเป้าหมายนะ มันมีกำลังใจที่เราจะประพฤติปฏิบัติ ถ้าจิตเรามันไม่มีเป้าหมาย มันอัดอั้นตันใจน่ะ ถ้าอัดอั้นตันใจ เวลากิเลสมันงอกงาม เวลากิเลสงอกงามมันเฟื่องฟูขึ้นมา เห็นไหม

เห็ด...เห็ดที่มันเป็นเห็ดโคน เห็ดที่เรากินได้ มันจะเป็นประโยชน์กับเรา เห็ดที่มันเป็นพิษ เขาเก็บมากินไม่ได้ ถ้าเก็บมากินมันถึงกับเสียชีวิตเลย เวลาที่มันเฟื่องฟู เห็นไหม ถ้าธรรมเฟื่องฟูขึ้นมา นี่มันเหมือนเห็ดโคน เห็ดโคนเห็ดที่มันเป็นประโยชน์ขึ้นมา สิ่งนั้นมันมีราคาค่างวดเลยล่ะ แต่ถ้าเป็นเห็ดพิษ เห็นไหม เห็ดพิษเขาไม่เก็บ เขาไม่เอามากินด้วย ถ้าเอามากินขึ้นมามันถึงกับการเสียชีวิตได้

ถ้าจิตใจของเรามันมีกิเลสตัณหาทะยานอยากโดยธรรมชาติของมัน มีธรรมชาติของมันนะ อวิชชาด้วยความไม่รู้ตัวของมัน มันเจริญงอกงามของมัน สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราปรารถนากัน เห็นไหม สิ่งที่เราปรารถนาเพราะเรามีครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านทำเป็นคติทำเป็นตัวอย่างมาว่า ท่านพ้นจากทุกข์ไปได้ ถ้าท่านพ้นจากทุกข์ไปได้ แล้วท่านมีเมตตาด้วย หลวงปู่มั่นท่านมีเมตตามาก เพราะท่านพยายามทำตัวของท่านให้เป็นตัวอย่างไง ถ้าท่านทำตัวของท่านเป็นตัวอย่าง เวลาจะสั่งสอนใครนี่ จะสั่งสอนใคร

เวลาทางโลกปริยัติ สั่งสอนกันก็สั่งสอนทางคัมภีร์ทางตำรา มันมีตำรับตำราให้เราอ้างอิงได้ แต่เวลาประพฤติปฏิบัติมันไม่มีหลักให้อ้างอิงไง หลวงปู่มั่นท่านถึงต้องใช้ชีวิตของท่านเป็นตัวอย่าง นี่ท่านใช้ชีวิตของท่านเป็นตัวอย่าง ท่านพยายามอบรม ท่านสั่งสอนของท่าน แล้วท่านให้มีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา ให้มันเป็นที่อาศัยไง

ดูสิ คนเขาจะสั่งสอนนักกีฬา เขาต้องมีเทคนิคในการสั่งสอนให้นักกีฬานั้นมันพยายามฝึกฝนขึ้นมา ให้มีประสบการณ์ของนักกีฬานั้นเพื่อให้เขามีความชำนาญ แล้วเวลาหัวใจ นี่ความรู้สึกนึกคิดมันเป็นนามธรรม แล้วเราจะเอาอะไรสั่งสอนกัน

ฉะนั้น ท่านถึงเอาชีวิตของท่านเป็นตัวอย่าง ท่านทำให้ดู ทำให้ดูว่าคนที่ปฏิบัติแล้วนี่มันมีความสงบระงับในหัวใจ แล้วมีความสุขอย่างนั้น

ฉะนั้น เวลาเรามีครูมีอาจารย์ของเราที่เป็นเป้าหมาย เห็นไหม ที่เป็นตัวอย่าง ที่เป็นเป้าหมายจะให้เราประพฤติปฏิบัติตามขึ้นมา ถ้าประพฤติปฏิบัติตามขึ้นมานี่เราพยายามทำ ดูแลหัวใจของเรา เพราะ.. เพราะในใจของเรามันมีอวิชชา มันมีกิเลสตัณหาทะยานอยากโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้วล่ะ แต่เราไม่รู้ไม่เห็นมันไง

เวลาคนนะ เวลาเขาไปเหยียบหนาม หนามมันตำเท้า เห็นไหม เขาต้องบ่งหนามออกนะ เวลาเขาบ่งหนามออกเขาเจ็บปวดมาก เขาเจ็บปวดมากเพราะอะไร เพราะว่าเขาเหยียบหนามมาเขารู้ ความโดยปกติ เวลาเขาไม่เหยียบหนามขึ้นมานี่ เขาเดินด้วยความสะดวกสบายของเขา เวลาเขาไปเหยียบหนาม หนามตำเท้าขึ้นไป เศษแก้วมันบาดเข้าไปในเท้านี่ มันเดินไม่สะดวกเลยล่ะ ถ้าเดินไม่สะดวกนี่แล้วถ้ามันตำเข้าไปลึก เราจะทำอย่างไร จะเอาเศษแก้วเอาหนามนั้นออกจากฝ่าเท้านั้น

ในหัวใจของเรา หนามมันตำหัวใจไง อวิชชามันตำมา มันไม่ได้ตำมาแต่ภพชาตินี้ไง เพราะมันมีภพชาติ มันมีอวิชชามา มันถึงเวียนตายเวียนเกิดในวัฏฏะไง สิ่งนี้มันมีอยู่โดยสัจจะโดยธรรมชาติของมันเลยแหละ โดยธรรมชาติของมัน ถ้ามันเป็นธรรมชาติ ครูบาอาจารย์เราทำไมชำระล้างมันได้ล่ะ ถ้ามันเป็นธรรมชาติ เห็นไหมว่าธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะเป็นธรรมชาติ แต่เราไม่ได้ว่ากิเลสเป็นธรรมชาติเลย

สิ่งที่มันฝังใจมาทุกภพทุกชาติ ทุกภพทุกชาติ แต่เวลามันมีกุศล เห็นไหม มีกุศลมันก็สร้างสมบุญญาธิการ อย่างเช่นว่าพระโพธิสัตว์ท่านมีกุศลของท่าน ท่านถึงพยายามสร้างสมบุญบารมีของท่านเพื่อประโยชน์กับท่าน เพราะอันนั้นมันมีสติมีปัญญามันก็เป็นธรรม

แต่ของเราถ้าเราไม่มีสติปัญญาขึ้นมานี่เห็นไหม มันเป็นกิเลส กิเลสตัณหาความทะยานอยาก สิ่งนี้มันเป็นหนามตำหัวใจไง มันบอกว่าถ้ามันไม่มี... เวลาโดยปกติ เวลาคนเขาสัญจรไปบนถนน เห็นไหม ถ้าเขาไม่ได้เหยียบหนาม เขาก็เป็นปกติของเขา ถ้าไปเหยียบหนามขึ้นมา หนามมันตำเข้าไปในเท้าขึ้นมา มันถึงมีเศษหนามตำเข้าไปอยู่ในเท้า เขาถึงต้องบ่งมันออก กำจัดมันออกไป นั้นมันเห็นโดยชัดเจน

แต่หัวใจของเรานี่เราไม่ได้ทำอะไรมา เราไม่ได้ทำสิ่งใดมาเลยล่ะ มันจะมีอะไรฝังในใจล่ะ ในใจเราเราเกิดมาเป็นคนดี เราก็ตั้งใจทำความดีของเรา มันจะมีอะไรในหัวใจของเรา นี่ไง เพราะเรานึกคิดกันอย่างนั้น ฉะนั้น ชาวโลกจึงบอกว่า เราเป็นคนดีแล้วทำไมต้องไปวัด เราเป็นคนทำดีแล้วทำไมเราต้องเสียสละ เห็นไหม นั้นล่ะเวลาเข้าข้างตัวเอง เวลาอัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค มัชฌิมาปฏิปทา ความเป็นกลางๆ ความเป็นกลางมันก็มีอวิชชาครอบงำมันอยู่ นี่เราเป็นคนดีแล้วๆ คนดีแล้วมันดีของใครล่ะ ถ้ามันดีของกิเลส เห็นไหม คนดีของกิเลสคือว่าถ้าใครได้ผลประโยชน์ จะทำสิ่งใดที่เบียดเบียนใครก็แล้วแต่ ถ้าเขาได้ประโยชน์ เขาว่าเป็นความดีของเขา

แต่ถ้าเป็นดีของธรรม เห็นไหม ของเขามีอยู่แล้วเขายังเสียสละเลย เขาเจือจานกัน จิตใจเขาเป็นธรรม เขาเห็นคนตกทุกข์ได้ยากแล้วจิตใจเขาไม่มีความสบายใจเลย นี่ความดีของคน ดีอย่างไรล่ะ นี่ก็เหมือนกัน สิ่งนั้นเป็นความดีๆ เราเป็นคนดีอยู่แล้วทำไมเราต้องไปวัดไปวา เราเป็นคนดีอยู่แล้วทำไมเราต้องเสียสละ ของเราหามาเป็นของของเรา เราเสียสละทำไม เสียสละไปแล้วมันเป็นคนที่ไม่มีปัญญา คนที่ไม่รู้จักแสวงหา คนที่ไม่รู้จักดูแลรักษา

แต่เวลาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กตัญญูกตเวทีมันมีอยู่แล้วนี่ เป็นเครื่องหมายของคนดีๆ คนดี เห็นไหม แม้แต่ในวินัย ถ้าพรรษาต่างกัน ๕ พรรษา จะเข้าไปใกล้ใน ๖ ศอก เห็นไหม ต้องถอดรองเท้าเข้าไป นี่อาวุโสภันเตเขาถือกันขนาดนั้นนะ เขาเคารพบูชากัน เห็นไหม นี่ไงความดีของเขา เขาไม่ตีตนเสมอเลยล่ะ

ความกตัญญูกตเวที ความเป็นคนดี เครื่องหมายของคนดีมันแสดงออกตั้งแต่นั่น ถ้ามันแสดงออกของมัน เห็นไหม หัวใจของเขาเป็นคนดีของเขา เขารู้ที่สูงที่ต่ำ ถ้ารู้ที่สูงที่ต่ำ เขาเป็นจิตใจที่มีความสำนึกความเป็นคน มีความสำนึกของความรู้ถูกผิด ถ้าความถูกผิด เขามีจิตใจอย่างนั้น แล้วถ้ามีจิตใจอย่างนั้นน่ะ ถ้าเขาพยายามจะปฏิบัติตัวของเรา ปฏิบัติในหัวใจของเรา เห็นไหม ปฏิบัติตัวอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิบัติหัวใจของเรามีสติปัญญา มันเป็นนามธรรม

จิตนี้มหัศจรรย์นัก จิตนี้ เห็นไหม จิตนี้เป็นนักท่องเที่ยว เวลาเวียนเกิดเวียนตาย ในวัฏฏะ มันก็ท่องเที่ยวไปตามเวรตามกรรมของมัน ตามแต่อำนาจวาสนา เวลาเราเกิดมาเป็นมนุษย์ จิตนี้ก็เป็นนักท่องเที่ยว มันจินตนาการ มันคิดไปร้อยแปด มันท่องเที่ยวไป เห็นไหม มันไปอยู่กับอะไรล่ะ มันไปคิดเรื่องอะไรล่ะ มันไปคิดเรื่องวัตถุสิ่งใด มันก็ไปอยู่กับสิ่งนั้น มันเร่ร่อนของมันไปตลอด จิตนี้มหัศจรรย์นัก มหัศจรรย์แม้แต่เวลาในภพในชาติ เวลาเวียนตายเวียนเกิดในวัฏฏะก็เป็นความมหัศจรรย์อันหนึ่ง แต่เราไม่มีสติปัญญาสามารถรู้ได้อย่างนั้น เวลาเรามีความรู้สึกนึกคิดไปในปัจจุบันนี้ มันก็เที่ยวเร่ร่อนไปตามธรรมชาติของมัน เราก็ไม่มีสติปัญญาจะรับรู้ได้

แต่ถ้าเป็นทางโลก เขาบอกว่า เขาคิดของเขาโดยวิชาชีพของเขา เขาคิดของเขาด้วยปัญญาของเขา สิ่งนี้คือวิชาชีพของเขา ความคิดอย่างนี้มันเป็นประโยชน์กับเขา แต่ถ้าเป็นทางธรรมๆ เห็นไหม ถ้าเป็นทางธรรมสิ่งที่มันไปอาศัยสิ่งใดอยู่ มันก็ไปเกิดในภพชาติที่นั่น มันก็ไปแอบอิงกับสิ่งนั้น มันไปเที่ยวเร่ร่อนไปเกาะกับสิ่งนั้น

ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพยายามจะสั่งสอน จะสั่งสอน จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ ถ้าสัตว์ตัวนั้นยังไม่มีสติปัญญา ยังไม่สำนึกตนเองได้ แล้วจะไปรื้อสัตว์ขนสัตว์เอาจากที่ไหน

เวลาคนไข้ เห็นไหม คนไข้ที่ว่าช็อกมานี่ เขารักษาไม่ได้นะ แม้แต่เวลาจะผ่าตัด เขาไม่ให้คนไข้เขาช็อกนะ ถ้าช็อกเขาต้องพยายามฟื้นสติขึ้นมาก่อน ให้คนไข้ได้สำนึกตัว ถ้ามันช็อกไปเดี๋ยวมันตาย นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจของคน คนยังไม่สำนึกถึงตัวเอง ยังไม่รู้จักตัวเอง นี่จิตใจมันเร่ร่อน เร่ร่อนไปยึดสิ่งใดไปอาศัยสิ่งใดอยู่ ตัวเองไม่รู้จักตัวเอง เห็นไหม แต่อาศัยสิ่งที่เป็นวิชาชีพ สิ่งที่เป็นความรู้สึกนึกคิด สิ่งที่เป็นขันธ์ นี่สิ่งนี้เป็นความคิด เป็นอาการ เป็นเงาทั้งหมด แล้วตัวจิตมันมองไม่เห็น มันไม่เข้าใจตัวมันเอง แล้วจะไปรักษาดูแลกันอย่างไร

ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเทศนาว่าการให้สัตว์โลกมีความสำนึก มีความรู้สึก ถ้ามีความสำนึกความรู้สึก เห็นไหม ดูสิ เวลาไปเทศนาองคุลิมาล

“สมณะหยุดก่อน สมณะหยุดก่อน”

“เราหยุดแล้ว เธอยังไม่หยุด”

พอมันสำนึก เห็นไหม สำนึกนี่มันวางดาบเลย สำนึกแล้วคอตกเลยนะ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ ให้สัตว์โลกรู้จักความสำนึก ให้รู้จักตัวเองก่อน ถ้ารู้สึกตัวเองก่อนแล้วนี่มันวางได้หมดน่ะ ถ้ามันสำนึกขึ้นมาได้ เห็นไหม อย่างที่ว่าเราจะอยู่จะกิน เราต้องมีหน้าที่การงาน เราต้องขวนขวาย เราต้องแสวงหา มันไปเกาะอาศัยสิ่งนั้นหมดเลย แล้วมันภูมิใจมาก แต่เวลามีความสำนึกนะ สิ่งนั้นพึ่งไม่ได้ สิ่งนั้นพึ่งไม่ได้

เกิดมาเป็นชาวโลก เกิดมาเป็นมนุษย์ มันก็ต้องมีหน้าที่การงานกันทั้งนั้น ใครไปทำประสบความสำเร็จ เขาก็มีคนนับหน้าถือตา ความนับหน้าถือตานี่โลกธรรมแปด มีลาภ มีลาภมันก็มีสรรเสริญ เสื่อมลาภก็ไม่มีใครดูแล มีข้าวของเงินทองเพื่อนฝูงมหาศาล เวลาตกทุกข์ได้ยากหาเพื่อนสักคนหนึ่งก็ไม่มี สิ่งนี้พอมันสำนึก มันพึ่งได้ไหม พอมันพึ่งไม่ได้นี่มันเศร้านะ คนเราพอมันสำนึกนี่มันเศร้าเลย เราแสวงหาสิ่งที่พึ่งพาไม่ได้ เราพยายามแสวงหา พยายามค้นคว้า พยายามทำหน้าที่การงาน อ้าว! คิดว่าเป็นสมบัติของตัว แต่มันพึ่งพาอาศัยไม่ได้ พอพึ่งพาอาศัยไม่ได้มันสลดสังเวช เห็นไหม แล้วทางออกเป็นแบบใด

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการให้เขาสำนึกได้ พอเขาสำนึกได้แล้วนี่มันมีสติมีปัญญาแล้ว ถ้ามีสติปัญญา เห็นไหม ถ้าจิตใจมามันจะอยู่ได้อย่างไร มันจะคงที่ของมันได้อย่างไร ถ้ามันคงที่ นี่กรรมฐาน ๔๐ ห้อง ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบเข้ามาแล้วนี่มันไม่มีสติไม่มีปัญญารักษาใจมัน ถ้ามีสติมีปัญญารักษาใจมัน เห็นไหม พุทโธๆ นี่ปัญญาอบรมสมาธิเข้ามาให้จิตมันสงบเข้ามา

ถ้าจิตมันสงบเข้ามา เห็นไหม นี่จะบ่งหนาม หนามมันอยู่ที่ไหน เวลาหนามมันตำเท้านี่ เวลาเขาเดินไปมันเจ็บแป๊บๆๆ อยู่ในฝ่าเท้าของเขา เขาเดินเขาไม่สะดวกสบายของเขาเลย กิเลสที่มันตำอยู่ในหัวใจนี่มันอยู่ที่ไหน เวลาหนามตำเท้าเขายังมีความเจ็บปวด เขายังมีความรู้สึกว่ามันตำเท้านี่ มันรู้สึกว่ามันอยู่ที่ไหน เขายังหามันเจอ

แต่กิเลสของเรามันอยู่ที่ไหน นี่สรรพสิ่งเป็นเราทั้งหมด ความดีความชั่วเป็นของเราทั้งหมด อะไรก็เป็นคุณงามความดีของเราไปหมด แล้วมันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ไหนไง ถ้ามันอยู่ที่ไหน ถ้าจิตมันสงบเข้ามา ถ้าจิตสงบเข้ามาเป็นความสงบระงับ ถ้าจิตมันสงบแล้วเข้ามา เห็นไหม ถ้าจิตมันสงบเข้ามา จิตจริง ถ้าจิตมันเป็นความจริง สัมมาสมาธิถ้ามันจริง เวลามันเป็นกาย เวทนา จิต ธรรม นี่สติปัฏฐาน ๔ มันเห็นตามความเป็นจริง

แต่ถ้าจิตมันไม่จริง เห็นไหม จิตมันไม่จริง จิตมันเร่ร่อนอยู่แล้ว เวลามันไปคิดสิ่งใด มันก็ไปเกิดที่นั่น มันไปคิดเรื่องอะไร มันก็เกิดที่นั่น คิดเรื่องเงินเรื่องทอง มันก็ไปเกิดที่เงินที่ทอง ทั้งที่มันเกิดไม่ได้ กระดาษ สิ่งมีชีวิตมันจะไปอยู่ในกระดาษได้อย่างไร แต่สิ่งที่มีเชื้อโรคมันอยู่ได้ กระดาษนี่เวลามันเปลี่ยนมือไปนี่เชื้อโรคมันติดกับแบงก์นั้นไป แต่เวลาเราไปคิดต่างๆ เราไปจินตนาการมัน เราคิดว่าเราจะไปเกิดที่มัน เห็นไหม กระดาษเป็นที่อยู่อาศัยของจิตไม่ได้ แต่จิตก็ไปเกาะมัน

พอไปเกาะมัน ไปคิดเรื่องข้าวของเงินทอง มันไปเกิดที่นั่นๆๆ เกิดที่นั่นหมดเลย แล้วมันจะไปบ่งหนามที่ไหน มันจะไปรู้สิ่งใด เพราะอะไร จิตมันปลอม เวลามันคิดถึงนะ เวลาเราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา มันก็บอกว่าสติปัฏฐาน ๔ เราเป็นสาวกสาวกะ เราเป็นศากยบุตร เราจินตนาการของเรา เราศึกษาแล้วเรารู้ๆ เรารู้นี่ ดูสิ เวลาจิตมันไปเกาะข้าวของเงินทอง มันก็ไปเกิดที่นั่น เวลามันคิดสติปัฏฐาน ๔ มันไปเกิดที่ไหน สติปัฏฐาน ๔ โดยคัมภีร์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนถึงศาสนาพุทธศาสนาแห่งปัญญา ปัญญาในสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐานของใคร

นี่จะบ่งหนาม ไม่รู้ว่าหนามมันอยู่ที่ไหน เวลาหนามมันตำเท้าคนนะ คนโดยทั่วไปสามัญสำนึกเขารู้ได้ว่ามันเจ็บปวดอย่างไร เวลากิเลสมันเกิดมันอยู่ในหัวใจของเรา เพราะเราไม่รู้ไม่เห็นของเรา เราถึงเวียนตายเวียนเกิดนี่ไง สิ่งที่เวียนตายเวียนเกิด เพราะว่าจิตมันมืดบอด จิตเป็นนักท่องเที่ยว แต่มันท่องเที่ยวแล้วมันก็ยังไม่เข้าใจตัวของมันเอง

เวลาเกิดมาเป็นชาวพุทธ พบพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการเพื่ออะไร เพื่อความสำนึกของใจ ถ้าใจสำนึก เห็นไหม พอมันสำนึกขึ้นมามันสลดสังเวชขึ้นมา พอสังเวชขึ้นมามันเป็นเรื่องโลกๆ สิ่งที่เราแสวงหานี้เป็นเรื่องโลกนะ เราอาศัยเรื่องโลก เราเกิดกับโลก เกิดมามีพ่อมีแม่ เกิดมาจากเวรจากกรรมทั้งนั้น เกิดจากสายบุญสายกรรม เกิดมาเป็นกระแสของวัฏฏะ แต่เกิดมาแล้วเห็นไหม นี่วัฏฏะ วัฏฏวน ถ้าเวลาเราบ่งหนามของเรา เราจะออกจากวัฏฏะเป็นวิวัฏฏะ ถ้าวิวัฏฏะ ถ้าคนที่มันเกิดในวัฏฏะไม่มีสติปัญญาสามารถใคร่ครวญในวัฏฏะนี้ มันจะออกจากวัฏฏะนี้เป็นวิวัฏฏะไปได้อย่างไร ถ้าคนมันยังไม่รู้ที่มาที่ไปอยู่ มันจะแก้ไขยังไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศนาว่าการไปก็ได้พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นสงฆ์องค์แรกของโลก เทศน์ต่อเนื่องไปจนได้ปัญจวัคคีย์มา เห็นไหม เทศน์ได้ยสะ ยสะมา

“เธอทั้งหลายพร้อมกับเรา ๖๑ องค์ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและเป็นทิพย์”

พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกหรือเป็นทิพย์ นี่พ้นจากวัฏฏะไป พ้นจากวัฏฏะไปน่ะ บ่งหนามในหัวใจของท่าน มันบ่งหนามสำรอกคายออกไปหมดสิ้น มันถึงเป็นความจริงขึ้นมา

ฉะนั้น หัวใจของเรามันมีกิเลส มีอวิชชานะ เราจะบ่งหนามออก ถ้าบ่งหนามออก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ่งหนามด้วยวิธีการใด ถ้าวิธีการใด เห็นไหม ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจมันสงบเข้ามา เวลาจะบ่งหนาม หนามตำเท้าๆ มันมีความรู้สึก มันมีความเจ็บปวดของมัน แต่เวลาหนามตำหัวใจนี่เจ็บปวด คร่ำครวญ ร่ำร้อง แต่ไม่รู้จะไปแก้ไขกันที่ไหน

ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก็เป็นโลกียปัญญา ปัญญาทางโลกทั้งหมด เป็นจินตนาการทั้งหมด สร้างภาพทั้งหมด พอสร้างภาพขึ้นมามันจะเป็นความจริงขึ้นมาไหม เราเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพุทธศาสนา เรามีความมั่นใจของ เรา ถึงได้มาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระเป็นนักรบ นักรบรบกับความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง นักรบต้องเอาใจของเราไว้ในอำนาจของเรา ถ้าเอาใจไว้ในอำนาจของเรากำหนดพุทโธก็ได้ ปัญญาอบรมสมาธิก็ได้ ถ้าจิตมันสงบเข้ามา เห็นไหม

จิตจริง ถ้าจิตจริงแล้วนี่น้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้าเห็นกายตามความเป็นจริง เห็นไหม นี่มันมีมรรคญาณ ทางอันเอก มรรคโค ที่จะไปบ่ง จะไปชำระล้าง จะไปบ่งหนาม มันมีที่มาที่ไป มันต้องมีสติมีปัญญาของมัน มันถึงจะไปบ่งของมันได้ แล้วบ่งลงที่ไหน ถ้าจิตมันจริง จิตจริงถึงจะเป็นสติปัฏฐาน ๔ จริง จิตจริงก็มันมีของมันไง ศีล สมาธิ ปัญญา ในตำรามันก็เป็นชื่อทั้งนั้นแหละ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการเข้าไป เห็นไหม ดูสิ ดูพระอัญญาโกณฑัญญะ เห็นไหม “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายต้องดับเป็นธรรมดา พระอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” มันเป็นความจริงเพราะอะไร เพราะพระอัญญาโกณฑัญญะฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่จิตมันก้าวเดิน ปัญญามันก้าวเดิน เห็นไหม ปัญญามันก้าว นี่สิ่งที่จิตก้าวเดินไปตามอริยสัจ ก้าวเดินไปตามสัจธรรม เห็นไหม บ่งๆๆๆ

จะบ่งหนามนี่มันมีความจริงขึ้นมา แต่เวลาเราศึกษามา ศึกษาตามตำรับตำรามา แล้วเราก็คิดของเราไป เพราะโดยธรรมดา จิต เห็นไหม มันคิดถึงแบงก์มันก็เกิดในแบงก์ มันคิดถึงเพชรมันก็อาศัยเพชรอยู่ ไปเกาะเขาอยู่ อยู่ไม่ได้ด้วย คิดสิ่งใด เกาะสิ่งใด ก็อาศัยอยู่สิ่งใดไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่มันมีตัวตนของมันอยู่นี่ แต่มันอาศัยความสัมพันธ์ไปเกาะๆ ไปยึดอยู่นั่นน่ะ แล้วมันก็ไปสร้างภาพ ไปเกาะยึดธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจินตนาการไปตามสัจธรรมนั้น สัจธรรมแล้วมันเป็นความจริงไหม มันไม่เป็นความจริง เพราะภาคปฏิบัติมันยังไม่เกิดขึ้น

ถ้าภาคปฏิบัติเกิดขึ้น สติก็เป็นสติของเรา สติเวลามันเกิดขึ้นมามหัศจรรย์มาก ทำไมตอนนี้มันสดชื่น ทำไมตอนนี้มันมีสติปัญญา ทำไมมันไม่คิดไปเร่ร่อนเหมือนกับตอนที่เราเผลอ เวลาเราเผลอ เห็นไหม มันเร่ร่อน มันเป็นสัมภเวสี เที่ยวไปยึดไปเกาะเขาทั่ว ไปเกิดในที่ร้อยแปดพันเก้าโดยที่ไม่ใช่เป็นความจริงของตัว

แต่พอมีสติปัญญาขึ้นมามันอยู่กับเรา เห็นไหม มันไม่เร่ร่อนไป พอไม่เร่ร่อน นี่สติมันเป็นอย่างนี้ แล้วถ้ามีคำบริกรรม ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ มันปล่อยวางเข้ามาอย่างนี้ ปล่อยวางอย่างนี้ พอปล่อยวาง สัมมาสมาธิ เห็นไหม แล้วสัมมาสมาธิฝึกหัดใช้ความสงบของใจ ฝึกหัดใช้ปัญญา ถ้าปัญญามันเกิดขึ้นมา เห็นไหม มันมีมรรค มันมีสัจจะ มันมีอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ มันมีวิธีการ มรรคก็มีวิธีการดับทุกข์ ถ้ามันดับทุกข์มันแก้ไขของมัน นี่มันบ่งหนาม บ่งหนาม บ่งหนาม หนามตำใจที่เวียนตายเวียนเกิดอยู่นี่

เวลาจิต ดูจิตไม่มีวันตาย คนเกิดเป็นคน อายุขัย ถ้ามีสติมีปัญญารักษาชีวิตของเราไป ถึงที่สุดชีวิตนี้มันมีการพลัดพรากเป็นที่สุด หมดอายุขัยมันก็ตายไป เห็นไหม แม้แต่ชีวิตนี้มันก็ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากมันไป แต่จิตมันไม่เคยตาย ไม่เคยตาย มันเวียนตายเวียนเกิด นี่ผลของวัฏฏะ ผลของวัฏฏะไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย้อนอดีตชาติไปบุพเพนิวาสานุสติญาณ จิตนี้มันเคยเป็นอย่างนั้น เคยเป็นอย่างนั้น มันถึงได้ส่งต่อ มันได้สร้างสมบุญญาธิการมาเป็นพระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย แล้วเราไม่มีสติปัญญาไปรู้สิ่งนี้ เราไม่มีสติปัญญาไปเห็นความเป็นจริงของเรา เราจะไปบ่ง เราจะไปสำรอกคายอวิชชาที่ไหน สิ่งนั้นมันเป็นปริยัติ เป็นวิชาการ ต้องศึกษา ศึกษาเราก็ศึกษา ไม่ศึกษาเลยมันก็มืดแปดด้าน ศึกษามาแล้วนี่เราต้องทำความเป็นจริงขึ้นมา

เราบวชมาเป็นพระ เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนา เรามีความตั้งใจมีความจริงใจของเรา เราถึงได้บวชมา เห็นไหม บวชมาเป็นนักรบ เวลา ๒๔ ชั่วโมงเป็นโอกาสของเราทั้งหมดเลย นี่ ๒๔ ชั่วโมง ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา จนนอน จนหลับ จนลุกขึ้น ๒๔ ชั่วโมง เราจะปฏิบัติได้ตลอดเวลาเลย เราปฏิบัติขึ้นมาเพื่อจะให้มันเห็นจริงขึ้นมา ถ้าเห็นจริงมันจะบ่งเอาอวิชชาออกจากใจ ถ้ามันอวิชชาในหัวใจ เราจะบ่งมัน เราจะทำลายมัน ถ้าเราไม่ทำลายมันไม่มีใครทำให้เราได้

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า เราเป็นคนชี้ทางให้เท่านั้น เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสนะ เราเป็นบุตรของชาวศากยะ เราเป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราบวชเข้ามาในศาสนา เราบวชเข้ามาในศาสนาเพื่อได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นธงชัยของพระอรหันต์ เราได้ห่มมา เราได้สถานะมา เราพร้อมอยู่แล้วๆ

ฉะนั้น เวลาจิตใจมันเดือดร้อน จิตใจมันมีความทุกข์ความยากนี่ เราต้องมีสติ มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ ถ้ามันไม่มีคุณธรรม ไม่มีสติไม่มีปัญญาขึ้นมานี่ จิตใจมันเป็นแบบนี้ จิตใจมันเร่ร่อนอย่างนี้ สังคมโลกเขาเป็นกันอย่างนี้ เวียนตายเวียนเกิดความทุกข์ความยากเป็นแบบนี้ แต่เรามีสติมีปัญญา เห็นไหม เราบังคับ บังคับให้เราอยู่ในร่องรอย บังคับให้เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส บังคับมาให้เราเป็นนักรบ บังคับมาให้เราจะเอาความจริง

เหมือนเขาคนตื่นทอง เวลาคนตื่นทอง เขาตื่นทองกันนะ เขาไป เขาจะไปขุดทองกัน เขาจะไปหาทองกัน เขาตื่นทองกันเพราะมันมีทองใช่ไหม นี่เขาตื่นทอง เพราะเป็นวัตถุที่เขารู้เขาเห็นได้

ของเราตื่นธรรม เราจะตื่นสัจธรรม เราจะหาที่พึ่งอาศัย แม้แต่เรามองไปสิ ถ้าใครมีญาติพี่น้อง เห็นไหม ญาติพี่น้องเราเวลาทำหน้าที่การงาน เรามองไปแล้วเราก็เห็นว่าเขาทำงานเขาทุกข์ยากขนาดไหน แล้วมองสิเขาก็ทุกข์ยาก แล้วเราเป็นพระ เรามาบวชเป็นพระนี่เขามองว่าเราทุกข์ยากไหม เขามองทางโลกเขาบอกพระไม่เห็นทำอะไรเลย แต่ถ้าในหัวใจของเรานี่ ดูสิ คนเขาคิดได้อย่างนั้น แต่เวลาในใจเรามันสังเวชไหม? มันสังเวชนะ นี่เห็นเขาทุกข์เขายาก เขาทุกข์เขายากเพื่อสังคม เพื่อโลก เพื่อชาติเพื่อตระกูลของเขา

เวลาเราทุกข์ยาก เราทุกข์ยากเพราะเราประพฤติปฏิบัติ เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เราก็ทุกข์ยาก นี่บิณฑบาต ฉันแล้ว เห็นไหม ดูสิ ในพระไตรปิฎก เวลาฉันเสร็จแล้ว ล้างบาตรเสร็จแล้ว เข้าสู่โคนไม้ เข้าตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน เข้าฌาน เข้าทำฌานสมาบัติ เข้าทำความสงบของใจ ถ้าใจมันสงบแล้วนี่เราใช้ปัญญาวิปัสสนา ครูบาอาจารย์ตั้งแต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เวลาท่านหมดกิเลสแล้ว เห็นไหม บิณฑบาตมาฉันแล้วนี่เข้าสู่โคนไม้ แล้วทำความสงบของใจเข้ามา นี่พักในวิหารธรรม นี่ตรึกตรอง ตรึกตรองในคุณธรรม พิจารณาธรรม พิจารณาสิ่งใดเป็นกิ่งก้านของธรรม เห็นไหม ให้จิตใจมันมีที่พึ่งที่อาศัย นี่หน้าที่การงานของพระไง

แต่ของเราเราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เราบวชมาเป็นสาวกสาวกะ บวชมาได้สถานะของพระสงฆ์มา สงฆ์โดยญัตติจตุตถกรรม ยกขึ้นมาเป็นสงฆ์ ถ้าจิตใจของเรา เราจะบวชของเรา เราจะบ่งหนามของเรา เราจะทำหัวใจของเรา ด้วยสัจจะด้วยความจริง ด้วยศีล สมาธิ ด้วยปัญญาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยไว้ให้เราก้าวเดินตาม ถ้าเราก้าวเดินตาม เห็นไหม เวลาก้าวเดินตามสิ่งที่มันขัดแย้ง สิ่งที่มันขัดขวาง สิ่งที่มันทำให้เราน้อยเนื้อต่ำใจมันคืออะไรล่ะ มันก็คือตัวมัน เห็นไหม

เวลากิเลสน่ะ เวลาเราเดินไปบนถนนเราเหยียบหนาม หนามมันตำ มันรู้สึกเจ็บปวดของมัน นี่ก็เหมือนกัน ความเจ็บปวดนั่นน่ะความเจ็บปวดของเรา แล้วเราต้องเดินไปให้ถึงปลายทางหรือว่าเราจะหยุดพักก่อน จะเอาหนามนั้นออก

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราปฏิบัติขึ้นมา ไอ้กิเลสนี่ ไอ้กิเลสในหัวใจของเรา เห็นไหม น้อยเนื้อต่ำใจปฏิบัติแล้วมันก็ขุ่นมัว ปฏิบัติแล้วนี่มองไป เห็นไหม แรงเสียดทานของสังคม เขาบอกพระนี่เป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว พระนี่ไม่ทำหน้าที่การงาน เห็นแก่ตัว ถ้าเรามีสติปัญญา ความเห็นของเขา โลกธรรมแปด เราไม่สามารถจะทำให้ใครมีความเห็นเหมือนเราได้

แต่ในหัวใจนี่ เรารู้ได้ เรารู้ได้ว่าเราทำอะไร เวลาเขาทุกข์เขายาก เขาเห็นว่างานนั้นเป็นความสำคัญของเขา แต่เวลาเรามีความสำนึก เพราะเราเป็นชาวพุทธ เราฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าทางอันกว้างขวาง ภิกษุทางกว้างขวาง ภิกษุมีโอกาสที่ประพฤติปฏิบัติ เราก็ได้บวชเป็นภิกษุมา เราได้สถานะของความเป็นพระมา สังคมเขาไม่ได้บวชมา เขาก็มองด้วยสายตาของเขา ด้วยวุฒิภาวะของเขา ว่ามนุษย์เราต้องมีหน้าที่การงาน มนุษย์เราต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย มันจะเป็นความมั่นคงของชีวิต

แต่ของเราด้วยศรัทธาด้วยความเชื่อ เราเกิดมาเป็นชาวพุทธ พบพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมวินัยนี้ไว้ บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา อุบาสก อุบาสิกา ที่เขาทุกข์ยากเขาก็แสวงหา เขาก็ขวนขวายหาทางออกของเขา แต่ในเมื่อเขาไม่มีโอกาสที่ได้ประพฤติปฏิบัติ เขาไม่มีโอกาสได้มาบวชเป็นพระ เห็นไหม เขาก็จะส่งเสริม เขาอยากได้บุญกุศลกับเรา เขาอยากได้บุญกุศลกับพระ ให้พระผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ

ฉะนั้น สิ่งที่บอกว่า เขาพยายามหาหน้าที่การงานด้วยความมั่นคงของเขา เพื่อชีวิตของเขา แต่ของเราเป็นพระนี่ ถ้าเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย ถ้าการดำรงชีวิตปัจจัย ๔ มีคนส่งเสริมพร้อม ถ้ามีคนส่งเสริมพร้อมแล้ว เราจะต้องมีหน้าที่การงานไปแข่งกับโลกเขาไหม เราไม่ต้องมีหน้าที่การงานแข่งกับโลก แต่เรามีหน้าที่การงานแข่งกับกิเลสในหัวใจของเรา ฉะนั้น สิ่งที่ว่าโลกเขาหาความมั่นคงของเขา เพราะว่าเขาต้องดำรงด้วยตัวตนของเขา

แต่ของเรา เราเป็นภิกษุ เรามีความมั่นคง เพราะเราเป็นศากยบุตร เรามีธรรมวินัยเป็นที่พึ่งอาศัย ฉะนั้น เวลาเรื่องปัจจัยเครื่องอาศัยมันมีของมันอยู่แล้ว ถ้ามีอยู่แล้วนี่สิ่งนั้นเราถึงไม่ไปกังวลกับมัน แต่ความกังวลของเรา เป็นการกังวลจะถอดเสี้ยนถอดหนามในใจของเรา ถ้าถอดเสี้ยนถอดหนามในใจของเรา นี่เป็นมุมมองของโลกนะ แต่เวลาเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมานี่ เวลากิเลสมันกีดมันขวาง เห็นไหม เวลาคนเขาเหยียบหนาม เขาเดินไป เขาต้องมีความเจ็บปวดในฝ่าเท้าของเขา จิตใจของเราเวลาเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา กิเลสมันกีดมันขวาง กิเลสมันเป็นใหญ่โตอยู่ในหัวใจของเรา กิเลสมันเคยยึดครองในหัวใจของสัตว์โลกมา เป็นที่อาศัยของมันตลอดมา

เวลาบวชมา ถ้ากิเลส เห็นไหม ดูสิ เขาว่าสังคม ใครทำบุญกุศล ใครยังอยู่ในอำนาจของเขา เขาก็พอใจ เขาก็สาธุไปกับคนทำบุญกุศลนั้นแหละ แต่เวลาจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา จะเอาอะไรฆ่ามัน มันก็ไม่ยอม เวลาจะทำความสงบของใจขึ้นมา มันก็กีดขวาง เวลาเราจะบ่งขึ้นมา มันก็หลบหลีกไม่ให้เราเห็นตัวมัน

นี่ไง สิ่งที่มันทุกข์มันยากอยู่นี่ มันทุกข์มันยากเพราะกิเลสของเรา มันไม่ยอมเข้า ไม่ยอมจำนนกับธรรมสักทีหนึ่ง ถ้าไม่ยอมจำนนกับธรรมเราจะทำอย่างไร? เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เราเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเสียเอง ฉะนั้น เราต้องมีสติมีปัญญาไง ทำความเป็นจริงขึ้นมาให้กับเราไง ถ้าความจริงเกิดขึ้นมา ในเมื่อกิเลสมันรุนแรง เราก็ต้องมีความรุนแรงไปกับมัน เราต้องมีความรุนแรงที่เหนือกว่า เราต้องบังคับให้มันยอมจำนนกับเราให้ได้

ถ้าพุทโธขึ้นมา เห็นไหม ถ้ากิเลสมันไม่ตื่นตัวขึ้นมา พุทโธๆ ก็ทำได้ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิก็พอทำได้ แต่เวลาจะออกใช้ปัญญาขึ้นมาทำไมมันไม่มีกำลังของมัน แล้วพอตั้งได้ขึ้นมานี่ พอกิเลสมันตื่นตัวขึ้นมาแล้ว เพราะว่าเรามีหนทางแล้ว มันก็จะกีดจะขวางกันไป

หนามนั้นมันจะกัดหนอง หนามนั้นมันจะดูดเข้าไปถึงในกระดูก นี่ไง เวลาเราล้มลุกคลุกคลานไง เราจะมีสติปัญญาแค่ไหน จะทำความจริงให้เกิดขึ้น ถ้าความจริงมันเกิดขึ้นมา เห็นไหม ถ้าเป็นสมาธิมันก็สงบตัวลง ถ้ามันสงบตัวลง เห็นไหม สงบตัวลงแล้วพอเราพยายามตั้งสติให้ได้ ให้เห็นให้ได้ ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง

ฝึกหัด วิชาฝึกหัด เวลาบ่งหนาม เห็นไหม เวลาบ่งหนามมันเสียวแป๊บๆ มันเจ็บตลอด นี่เหมือนกัน เวลาพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม มันมีรสมีชาติ มีรสมีชาติ ถ้ามันผิดพลาดไป เห็นไหม ด้วยกิเลสมันจูงจมูกไป มันก็ผิดหวัง ถ้ามันพิจารณาของมันไปแล้ว มันพิจารณาแล้วสติมันดี สมาธิมันดี ปัญญามันดี มันสามัคคี นี่มันรวมตัวลง มันก็ปล่อยวาง

พอมันปล่อยวางของมันขึ้นมา บ่งแล้วมันโดนหนาม นี่หนามมันขยับมันก็รู้ตัว ถ้าบ่งไปแล้วมันไม่โดนหนาม มันไปโดนเนื้อ มันก็เจ็บ นี่มันมีวิธีการของมัน มันทำสิ่งใดมันรู้ของมันตามความเป็นจริงของมัน ถ้าทำของมัน เห็นไหม นี่เรามีสติปัญญา รักษาให้ได้ ทำของเราขึ้นมา ถ้าความจริง ความจริงเกิดขึ้น เห็นไหม นี่มันเป็นขั้นเป็นตอนในการปฏิบัติ

ฉะนั้น มันมีของมันอยู่ มันมีของมันอยู่ เพราะอวิชชามันมาอยู่กับใจ มันมีอยู่แล้ว เพราะมันมีอยู่แล้ว เราถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ไง เพราะมันมีอยู่แล้ว สิ่งที่มีอยู่แล้วแต่มันจะค้นคว้าค้นหาได้ยาก เวลาคนทำความผิด เขาพยายามจะกลบเกลื่อนของเขา เขาเป็นคนดี เขาไม่มีความผิด เขาเป็นคนดีทั้งนั้น

นี่ก็เหมือนกัน อวิชชา ในเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เย้ยมันไง นี่ได้เย้ยมาร ไม่ให้มารมีอำนาจในใจ สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเย้ยมาร เห็นไหม เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นตามความเป็นจริงอันนั้นถึงได้เย้ยมารมันได้

แต่ของเรามารมันอยู่กับเรา หนามมันอยู่ในหัวใจ แล้วมันพลิกแพลงไง บอกว่ามันเป็นเทพ มันเป็นธรรม นี่มันอยู่กับเรา แล้วมันอ้างอิงไป มันบังเงา ธรรมะบังเงา เห็นไหม นี่กิเลสมันบังธรรมะว่ามันเป็นธรรมๆ แล้วมันอยู่กับเรานี่ แล้วมันก็หลบซ่อนหาอยู่หากินในหัวใจของเรา เราถึงไม่เห็นตามความเป็นจริงนั้นเลย

ถ้าจิตสงบแล้วนี่ สงบขึ้นไปสัมมาสมาธิ ถ้าจิตมันจริงนะ เวลามันออกฝึกหัดใช้ปัญญามันจับต้องได้ พอมันจับต้องได้มันแยกแยะของมันตามความเป็นจริงของมัน มันแยกมันแยะ มันพิจารณาของมัน เห็นไหม ถ้ามันรู้มันเห็นของมัน จิตจริงไง จิตเป็นสัมมาสมาธิ ถ้าเห็นกายเห็นเวทนาตามความเป็นจริง มันไม่ใช่ตำราแล้วล่ะ

เวลาศึกษาขึ้นมาเป็นปริยัติ เห็นไหม นี่เป็นทฤษฎี ต้องศึกษา ศึกษามานี่ถ้ากิเลสมันยังอยู่ในหัวใจ เราไม่รู้ตัวตนของเรา เราไม่มีสติสัมปชัญญะของเราที่จับต้องได้ความชัดเจนอย่างนั้น มันก็เป็นจินตมยปัญญา จินตนาการกันไป มันเป็นหนทาง แต่มันไม่ถึงเป้าหมายไง แล้วเราก็ไปยึดติด ก็เรารู้แล้ว เราเห็นแล้ว เราเป็นแล้ว เราใช้ได้แล้ว นี่มันก็เป็นทิฏฐิอันหนึ่ง แต่ถ้ามันพิจารณาของมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ ขึ้นไป เห็นไหม

เวลาภาคปฏิบัติมันมีของมันอย่างนั้น ไม่ใช่ไปรู้ไปเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นจริง นี่เราก็เห็นอยู่ถนนเพชรเกษม เขาอยู่จังหวัดไหนก็แล้วแต่ถนนเพชรเกษมมันก็ผ่านไปตั้งแต่ภาคใต้ขึ้นไปจนถึงเข้ากรุงเทพฯ แล้วเราบอกเราจะเข้ากรุงเทพฯ นี่ ไปทางถนนเพชรเกษม เราอยู่นี่ เราก็อยู่ถนนเพชรเกษม แล้วมันไปถึงไหน ถนนเพชรเกษมมันยาวเท่าไร? มันพาดไปกี่จังหวัด แล้วกรุงเทพฯ มันไปทางไหน มันปลายทาง สิ้นสุดกิโลเมตรที่ ๑ กิโลเมตรแรกของถนนไปถึงถนนเพชรเกษม แล้วมันออกไปเป็นอีกกี่ร้อยกิโลเมตร

นี่ก็เหมือนกัน พอเราไปรู้ไปเห็นขึ้นมาสิ่งนั้นเป็นธรรมๆ มันเป็นธรรมที่ไหน มันเป็นวิธีการ มันเป็นมรรคโคทางอันเอก เห็นไหม มัชฌิมาปฏิปทาเป็นทางๆ เท่านั้น ถ้าเป็นทางขึ้นมา เห็นไหม ถ้าเราจับต้องได้ เราพิจารณาของเราได้ มันจะบ่งหนามออกมา บ่งกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของเรานะ ถ้ามันทำของมันได้ ทำได้อย่างนั้น เห็นไหม เราบวชเป็นพระ เราบวชมาเป็นพระนะ เป็นนักรบ เราจะรบกับกิเลสในใจของเรา ถ้าเรารบกับกิเลสในใจของเรา เห็นไหม

โลกเขาแสวงหากันว่าเป็นสมบัติของเขา สมบัติผลัดกันชมสมบัติที่เป็นสาธารณะ เวลาเราปฏิบัติ เห็นไหม นี่ในพระไตรปิฎก ในพระไตรปิฎกนะ บาลีมันมีอยู่ทั่วโลก ในเมื่อพุทธศาสนามีอยู่ทั่วโลก มีอยู่ทั่วโลกตำรับตำรามันก็มีอยู่ทั่วโลก ในนิกายในมหายาน ในเถรวาท นี่พระไตรปิฎกมันก็แตกต่างกันไป ถ้าแตกต่างกันไปนะ สิ่งที่ทางวิชาการมันมีอยู่ทั่วโลก ถ้ามันมีอยู่ทั่วโลกมันเป็นเรื่องโลกๆ ไง นี่สิ่งที่มีอยู่ ของของมีอยู่ เห็นไหม เราศึกษามา ศึกษามาแล้วนี่ ถ้าความเป็นจริงล่ะ ถ้าความเป็นจริง ใครทำได้ ใครบ่งหนามได้ตามความเป็นจริง

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านทำได้จริงของท่าน เห็นไหม เพราะท่านทำของท่านได้จริง ท่านถึงมีความองอาจ มีการกล้าหาญ ท่านถึงใช้ชีวิตของท่านเป็นแบบอย่างให้พวกเราได้อ้างได้อิง

ดูสิ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้ชีวิตแบบอย่าง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาพักนะ นอนสีหไสยาสน์ นอนสีหไสยาสน์เลย ฉะนั้น เวลาเทวทัต เวลาเขาแยกสงฆ์ไป เห็นไหม นี่แยกสงฆ์ไป เวลาเทศนาว่าการแล้วนี่ พระสารีบุตร เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกให้พระสารีบุตรไปเอาพระนั้นกลับมา เพราะพระนั้นเป็นพระบวชใหม่ ยังไม่มีสติสัมปชัญญะพอ พระเทวทัตเวลาเทศนาว่าการเสร็จแล้วเห็นพระสารีบุตรมา พระเตือนแล้ว บอกว่าพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องขวา นี่ไว้ใจไม่ได้ ไว้ใจไม่ได้ แต่ด้วยพระเทวทัตเขาคิดความเห็นว่าพระสารีบุตรก็มีความเห็นเหมือนเรา ยังตามเรามาอยู่ เห็นไหม พอเทศนาว่าการเสร็จแล้ว “สารีบุตร เธอจงเทศน์ต่อไปนะ เราจะพักผ่อน” เทวทัตนี่นอนสีหไสยาสน์ไง ตื่นขึ้นมา หมดเลย พระสารีบุตรเทศนาว่าการตามความเป็นจริง เอาพระนั้นกลับไปหาพระพุทธเจ้าหมดเลย

บุคคลเป็นตัวอย่างไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง เวลาท่านพักก็พักสีหไสยาสน์ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการแล้ว เห็นไหม นี่ให้พระสารีบุตรเทศนาว่าการต่อไป เราจะพักผ่อน นี่พักผ่อน พอตรากตรำพุทธกิจ ๕ ทำงานมาทั้งวัน เวลาเทวทัตแยกสงฆ์ไปก็เหมือนกัน จะทำให้เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แต่เวลาพระสารีบุตรเดินมา นี่ลูกศิษย์พระเทวทัตบอกแล้ว อย่าไว้ใจ อย่าไว้ใจนะ

แต่ด้วยหนามตำใจ ด้วยมีอวิชชาในหัวใจเต็มหัวใจ ไม่รู้จักสูงรู้จักต่ำ เวลาจะทำเลียนแบบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเทศนาว่าการเสร็จแล้วให้พระสารีบุตรเทศน์ต่อไป เราจะพักผ่อน พระสารีบุตรแจกแจงหมด อะไรเป็นความถูก อะไรเป็นความผิด อะไรเป็นความชอบธรรม อะไรไม่เป็นความชอบธรรม พระด้วยกันเห็นตามพระสารีบุตร ตามพระสารีบุตรกลับไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมดเลย เทวทัตตื่นขึ้นมาแล้วพระหายหมดเลย มีแต่ความทุกข์ นี่อุตส่าห์สร้างสมมาขนาดนี้ อุตส่าห์แตกแยกมาขนาดนี้ อุตส่าห์ค้นคว้า อุตส่าห์ขวนขวายมา พระสารีบุตรเอาคืนหมดเลย

นี่ไง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านทำของท่าน ท่านชี้เป็นตัวอย่างของท่าน ท่านทำความจริงของท่าน ถ้าทำตามความจริงของท่าน เราเคารพบูชาด้วยความรู้สึกว่าความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าเราอ้างอิงว่าอย่างนั้น เห็นไหม เอาเยี่ยงไม่เอาอย่าง ไม่ทำตามท่าน ไม่ทำความเป็นจริงของท่าน ไม่มีหลักใจเลย ใช่ไหม ฉะนั้น เราจะบ่งหนามๆ เราจะทำอย่างไร เราจะมีความเข้มแข็ง เราจะมีความจริงจังมากน้อยได้ขนาดไหน ถ้าเราคิดแต่จะจินตนาการของเราไป เราก็จะได้แต่ความจินตนาการของเราทั้งนั้น ถ้าความจริงของเรา ก็เป็นความเป็นจริงของเรา เห็นไหม

ครูบาอาจารย์ท่านทำมาท่านทุกข์ยากมาก่อน ถ้าเราจะทุกข์ยากเราทุกข์ยากเพราะกิเลสของเรา เราบวชมานี้เราก็จะบ่งหนามในใจ เราจะบ่งอวิชชาออกจากใจของเรา ทีนี้จะไปบ่งมัน มันก็ต้องเจ็บปวดเป็นธรรมดา มันจะต้องเจ็บปวดแป๊บๆ ในหัวใจเลยล่ะ ถ้ามันเจ็บปวดแป๊บๆ ในหัวใจอย่าให้มันช็อก อย่าให้ถึงกับสลบไปนะ ต้องมีสติสู้กับมัน เราจะบ่งหนาม ไม่ใช่ทำให้เราเจ็บปวดได้ขนาดนั้น

เวลาคนไข้ คนจะรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย เขาจะผ่าตัด เขาจะขูดเนื้อร้ายออก มันเจ็บทั้งนั้น เจ็บอันนี้เพื่อจะหาย เจ็บนี้เพื่อเป็นความปกติ เจ็บขึ้นมาเพื่อให้พวกเนื้อร้าย พวกสิ่งต่างๆ ออกไปจากร่างกายของเรา การประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา มันก็มีความอดทน เรามีแต่ความอดทนเพราะมันไม่พอใจ มันง่วงเหงาหาวนอน มันตรึงเครียดในใจ มันเป็นไปหมด เพราะว่าอะไร เพราะอวิชชาเราไม่รู้ถูกรู้ผิด เราจะต้องมีสติมีปัญญาต่อสู้ เราจะต้องมีสติปัญญาแก้ไขของเรา ถ้าเราแก้ไขของเรา เห็นไหม เวลามันบ่งออกมาแล้ว เวลาหนามตำเท้า เวลาบ่งออกมานี่เห็นหนามออกมาจากฝ่าเท้านี่ มันเฮ้อ! หายเจ็บหายปวดเสียที หัวใจของเรามีอวิชชาในหัวใจนี่ เราจะมีสติมีปัญญา

นี่งาน เห็นไหม เวลาเราทุกข์เรายาก เราเครียดของเรา เรามีความลำบากลำบนของเรา คนที่อยู่ทางโลกเขาทำมาหากินเขาก็ทุกข์ยากเหมือนเรานี่แหละ เวลาเขาเหนื่อยยาก เขาทุกข์ยากมากเขาก็มีความทุกข์เหมือนกัน แต่นั้นเป็นทุกข์ของเขา ทุกข์ของเขาทุกข์ในวัฏฏะนะ ทุกข์ที่เวียนตายเวียนเกิดนะ ไอ้ความทุกข์ของเรานี่ ความทุกข์ที่เรามีสติมีปัญญายับยั้งมันได้ แล้วมีสติปัญญาที่ต่อสู้กับมันได้ แล้วจะมีสติปัญญาจะแยกแยะมันได้ เวลามันบ่งหนามออกจากใจ วิวัฏฏะ มันเป็นผลประโยชน์ของเรา มันเป็นความจริงของเรา เราถึงต้องมีสติมีปัญญา

คำว่ามีสติปัญญานะ เราเตือนตนเองไง เรามีสติมีปัญญา เราเตือนตนเอง เราจะไม่ทำผิดพลาดจากใจนะ ความลับไม่มีในโลก เราทำเอง เรารู้เอง เราทุกข์เอง แล้วเราจะสู้กับมันเอง แล้วเวลาทำได้จริง เห็นไหม เราก็รู้ชัดเจน มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นสมาธิคือสมาธิจริงๆ เวลาออกฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญามันก้าวเดินไปมันเป็นความจริงของมัน แล้วสมุจเฉทเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป เรารู้ชัดเจนมาก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบอกไง “อานนท์ ไม่มีกำมือในเรา” ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแบตลอด เพียงแต่ให้เราพิสูจน์ เราเป็นสาวกสาวกะ เราจะพิสูจน์ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นธรรมของเรา ให้เป็นธรรมส่วนบุคคล ให้เป็นสัจจะความจริงในใจดวงนี้ เอวัง